ช่องทางติดต่อเพิ่มเติม

พูดคุยกับเราได้ที่ Line Official Account

4

หุ้นกู้

เศรษฐกิจในประเทศ

Figure 2 : Maturity Vs. New Registered Bonds (THB Billion)

( Source : FynnCorp IAS’s compilation from SEC and ThaiBMA )

Figure 3 : Outstanding Value of Long-term Bond with Maturity by sector

( Source : FynnCorp IAS’s compilation from SEC and ThaiBMA )

สรุปตราสารหนี้เสนอขายในเดือน เมษายน 2568

  • หุ้นกู้กลุ่ม Investment grade จำนวน 10 บริษัท (Issue rating) ได้แก่ MTC SCC TPIPL BAM ORI LH JMART CK NPS BANPU มูลค่าประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท
  • หุ้นกู้กลุ่ม Non Investment grade จำนวน 12 บริษัท (Issue rating) ได้แก่ ASW INET PUEAN TAA KCCH PF DAOLS MBK AGE MJD MICRO MUD มูลค่าประมาณ 7.7 พันล้านบาท
  • (Figure 3) จากตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวที่ขึ้นทะเบียนในเดือน เมษายน 2568 เราพบว่ามีบริษัทที่มีสัดส่วนมากถึง 9 บริษัทจากทั้งหมด 22 บริษัทผู้ออกที่ไม่สามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย ลดลงจากเดือนก่อน คาดว่าจะมาจากปัจจัยของการลดดอกเบี้ยจากการประชุม กนง. ครั้งล่าสุดในช่วงวันที่ 30 เม.ย. 2568

Figure 4 : Company Rating Changes during 2019-4M2025

( Source : FynnCorp IAS’s compilation from SEC and ThaiBMA )

ในเดือนเมษายน 2568 มีตราสารหนี้ถูกปรับลดอันดับเครดิตองค์กร 6 รายได้แก่ PF, GRAND, S, ROH, SHR, ITD และ มีตราสารหนี้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กร 5 รายได้แก่ MINT GULFI TISCO TISCOB KTC ทำให้ภาพรวมทั้งปี 2568 มีบริษัทถูกปรับลดอันดับเครดิตองค์กร 12 บริษัท มีบริษัทถูกปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กร 4 บริษัท และมีหุ้นกู้ผิดนัดชำระรวมแล้ว 3 รายตั้งแต่ต้นปี โดยตัวที่เพิ่มขึ้นมาได้แก่ NRF

การปรับอันดับเครดิต หุ้นกู้ (Issue Rating)

ตราสารหนี้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กร 5 ราย

  • MINT ทริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
    • จาก “A” เป็น “A+” โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตเปลี่ยนจาก “Positive” หรือ “บวก” เป็น “Stable” หรือ “คงที่”
    • พร้อมทั้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน
    • อีกทั้งยัง เพิ่มอันดับเครดิตหุ้นกู้ ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน (MINT22PA และ MINT23PA) ของบริษัทจากระดับ “BBB+” เป็นระดับ “A-”
    • การปรับเปลี่ยนอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงตัวชี้วัดคุณภาพเครดิตของบริษัทที่ดีขึ้นจากการ มีผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งภายหลังสถานการณ์โรคระบาดและระดับหนี้ที่ลดลง
    • อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
    • ธุรกิจโรงแรมคาดว่าจะเติบโตในระดับปกติ
    • รายได้ธุรกิจร้านอาหารเติบโตปานกลาง
  • GULFI ทริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
    • จาก “A+” เป็น “AA-” โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”
    • เพื่อให้สอดคล้องกับที่ทริสเรทติ้งได้จัดอันดับเครดิตองค์กร และตราสารหนี้ให้กับ บริษัท กัลฟ์ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ซึ่งเป็นบริษัทควบรวมใหม่ ระหว่าง GULFI และ INTUCH
  • TISCO ทริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตของ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
    • จาก “A-” เป็น “A” โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”
    • เนื่องจากบริษัทมีสถานะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่มีการดำเนินกิจการ (Non-operating Financial Holding Company – NOHC) อันดับเครดิตของบริษัทจึงอยู่ในระดับต่ำกว่าความเสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่มธุรกิจ (Group Credit Profile – GCP) ของกลุ่มทิสโก้ (TISCO Group) ซึ่งได้รับการ ประเมินที่ระดับ “a+” อยู่ 1 ขั้น
    • โดยการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่มธุรกิจของ TISCO Group อ้างอิงจากอันดับเครดิตรวมของธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) (TISCOB) (อันดับเครดิต “A+/Stable”) รวมถึงบริษัทย่อยอื่น ๆที่ดำเนินกิจการภายใต้กลุ่ม
  • TISCOB ทริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ ธนาคารทิสโก้จำกัด (มหาชน)
    • จาก “A” เป็น “A+” โดยแนวโน้มอันดับเครดิตยังคงเป็น “Stable” หรือ “คงที่”
    • การปรับเพิ่มอันดับเครดิตครั้งนี้เป็นผลมาจากการปรับเพิ่มความเสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่มธุรกิจ เช่นเดียวกันกับ TISCO
  • KTC ทริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
    • จาก “AA-” เป็น “AA” โดยแนวโน้มอันดับเครดิตยังคงเป็น “Stable” หรือ “คงที่”
    • ทริสเรทติ้งยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านบาทและไถ่ถอนภายใน 10 ปีของบริษัทที่ระดับ “AA” ด้วยเช่นกัน
    • การเพิ่มอันดับเครดิตดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของอันดับเครดิตเฉพาะองค์กร (Stand-alone Credit Profile — SACP) ของบริษัทมาอยู่ที่ระดับ “a” จากเดิมที่ระดับ “a-
    • อันเนื่องมาจากการที่ทริสเรทติ้งประเมินสถานะทางธุรกิจของบริษัทมาเป็น “แข็งแกร่งมาก” จากเดิม “เข้มแข็ง” ทั้งนี้ สถานะกลุ่มของบริษัทซึ่งเป็น “บริษัทลูกที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์” (Strategically Important Subsidiary) ของ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB อันดับ เครดิต “AA+/Stable”*) นั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ตราสารหนี้ถูกปรับลดอันดับเครดิตองค์กร 6 ราย

  • PF ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)
    • จาก “BB” เป็น “BB-” พร้อมทั้งกำหนดเครดิตพินิจแนวโน้ม “Negative” หรือ “ลบ”
    • รวมไปถึง ลดอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิชนิดไม่มีวันครบกำหนด (หุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน) จาก “B” เป็น “B-”
    • การปรับลดอันดับเครดิตสะท้อนถึงผลการดำเนินงานในปี 2567 ที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้รวมถึง ความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์และความกดดันด้านสภาพคล่องที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทมี แนวโน้มจะเผชิญในอนาคตอันใกล้
    • ในปี 2567 ผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากภาวะชะลอตัวของความต้องการในตลาดอสังหาริมทรัพย์และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าระดับรายได้ปานกลาง ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 9.1 พันล้านบาท คิดเป็นเพียงประมาณ 75% ของประมาณการทั้งปีของทริสเรทติ้ง
  • GRAND ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้จำกัด (มหาชน)
    • จาก “B+” เป็น “B” พร้อมทั้งคงเครดิตพินิจแนวโน้ม “Negative” หรือ “ลบ”
    • ซึ่งการปรับลดอันดับเครดิตสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้ มีสาเหตุหลักมาจาก ยอดขายที่ซบเซาอย่างต่อเนื่องของโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยของบริษัท ต้นทุนการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูงยังคงกดดันความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสดของบริษัท แม้ว่าการขายโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้แต่บริษัทต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ในการซื้อที่ดิน 25% ที่เกี่ยวข้องกับ สัญญาเช่าโรงแรมเดอะเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท ซึ่งส่งผลให้ระดับหนี้ลดลงช้ากว่าที่คาดไว้
  • S ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)
    • จาก “BBB+” เป็น “BBB” พร้อมทั้งแนวโน้มอันดับเครดิตเปลี่ยนจาก “Negative” หรือ “ลบ” เป็น “Stable” หรือ “คงที่”
    • การปรับลดอันดับเครดิตสะท้อนถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจที่อยู่อาศัยของบริษัทต่ำกว่าคาดการณ์ส่งผลให้อัตราส่วนภาระหนี้สินปรับลดลงในอัตราที่ช้ากว่าควร อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์โรงแรมของบริษัทที่อยู่ในเกณฑ์ดี
  • ROH ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
    • จาก “B+” เป็น “B” พร้อมทั้งคงเครดิตพินิจแนวโน้ม “Negative” หรือ “ลบ”
    • การปรับลดอันดับเครดิตสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะเครดิตของ บริษัท แกรนด์ แอสเสทโฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (GRAND) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมและเป็นแหล่งกระแสเงินสดหลักของบริษัทในการปฏิบัติตามภาระผูกพันในการซื้อคืนสินทรัพย์โรงแรมที่ใช้ในการดำเนินงานเพียงแห่งเดียวของบริษัท คือ “โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเท็ล แอนด์ทาวเวอร์ส” จากทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพีทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (Grande Royal Orchid Hospitality Real Estate Investment Trustwith Buy-Back Condition – GROREIT หรือทรัสต์ฯ) ในปี 2569 โดยความสามารถของบริษัทในการชำระค่าเช่าและซื้อคืนสินทรัพย์จากทรัสต์ฯ ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยรับและการได้รับชำระคืนเงินต้นจากGRAND เป็นหลัก
  • SHR ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน)
    • จาก “BBB+” เป็น “BBB” พร้อมทั้งแนวโน้มอันดับเครดิตเปลี่ยนจาก “Negative” หรือ “ลบ” เป็น “Stable” หรือ “คงที่”
    • รวมไปถึงลดอันดับเครดิตตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัท จาก “BBB”ป็น“BBB-”
    • การปรับลดอันดับเครดิตเป็นผลจากการปรับลดอันดับเครดิตของบริษัท แม่คือ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) (อันดับเครดิต “BBB/Stable”) อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะของบริษัทที่ทริสเรทติ้งประเมินให้เป็นบริษัทลูกหลัก (Core Subsidiary) ของ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ตาม “เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตกลุ่มธุรกิจ” ของทริสเรทติ้ง
  • ITD ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์จำกัด (มหาชน)
    • จาก “BB-” เป็น “B+” พร้อมทั้งแนวโน้มอันดับเครดิตเปลี่ยนจาก “Developing” หรือ “ยังไม่ชัดเจน” เป็น “Negative” หรือ “ลบ”
    • รวมไปถึง หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัท จาก “B+” เป็น “B”
    • การปรับลดอันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจของบริษัทที่อ่อนแอลงจากผลขาดทุน จำนวนมากถึง 5.78 พันล้านบาทในปี 2567
    • รวมถึงความเสี่ยงจากการขาดทุนเพิ่มเติมอันเนื่องมาจากเหตุการณ์พังทลายของอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

คัดตราสารหนีเสนอขายใหม่

  • สำหรับตัวอย่าง ตราสารหนี้ภาคเอกชนที่จะเสนอขายในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ได้แก่ NOBLE TPIPL PREB MTC ISTORE BAFS KUN

สามารถดูข้อมูล อัตตราดอกเบี้ย อายุของตราสารหนี้ และเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ ThaiBMA

Figure 5 : ตารางดอกเบี้ย และอายุ ตราสารหนี้ออกใหม่ ประจำเดือน พฤษภาคม 2568

( Source : FynnCorp IAS’s compilation from SEC and ThaiBMA )